พระสงฆ์นอกจากจะเป็นผู้ที่เผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ทางสังคม ในเรื่องของการให้คำแนะนำ ชักชวนประชาชน รักษาสุขภาพของตนเอง หันมาเลิกบุหรี่ได้มากขึ้น โดยมีเครือข่ายของพระคิลานุปัฏฐากที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานควบคุมยาสูบในจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่มีพระสงฆ์เป็นหนึ่งในแกนนำหลัก ที่สามารถนำมาสู่การขับเคลื่อนงานเลิกบุหรี่ได้มากขึ้น
นายสุรชัย เศวตกุญชร นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิต และยาเสพติด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด (สสจ. ร้อยเอ็ด) กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สสจ. กับพระสงฆ์ในพื้นที่ว่า นอกจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังที่มีการจัดตั้งคณะทำงานคอยลงพื้นที่ ส่งผลให้เกิดสิ่งแวดล้อมปลอดควัน มีพื้นที่ปลอดจากบุหรี่ให้มากขึ้นแล้ว ยังมีมาตรการแบบสมัครใจที่คอยให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์รณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มภาคประชาสังคมที่มีพระสงฆ์เป็นประธานและเลขานุการ เข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมให้ทิศทาง พัฒนาศักยภาพให้ความรู้แก่พระสงฆ์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ภายในวัด พร้อมกันนี้พระสงฆ์เองยังได้มีการจัดกิจกรรมสอนธรรมเทศนา เพื่อชักชวนให้ญาติโยมที่เข้าฟังธรรมะได้เกิดความคิดจุดประกายเพื่อนำมาสู่การเลิกบุหรี่อีกด้วย
ด้าน พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ ตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวถึงการดำเนินการของพระคิลานุปัฏฐากที่ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่ว่า พระคิลานุปัฏฐากมีจุดเริ่มมาจากธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์เมื่อปี 2560 ซึ่งทำให้เกิดการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งจากมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมอนามัย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อบรมพระสงฆ์ที่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 7 และคณะสงฆ์ภาค 9 เป็นพระคิลานุปัฏฐากจำนวน 713 รูป โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงาน สสจ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คณะสงฆ์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากนั้นมีบทบาทควบคู่กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ส่งเสริมให้วัดเป็นวัดส่งเสริมสุขภาพ สามารถดูแลสุขภาพญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมกันได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม
โดยที่ผ่านมาการทำงานของพระคิลานุปัฏฐากในการช่วยเลิกบุหรี่ ถือว่ามีท้าทายเพราะยังมีความเชื่อแบบดั้งเดิมอยู่ ที่ต้องต้อนรับคนที่เดินทางไปถึงบ้านด้วยหมากพลูบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระสงฆ์ก็ตาม ซึ่งพระคิลานุปัฏฐากเองก็ต้องให้ความรู้แก่พระสงฆ์ สร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่องถึงพิษภัยของบุหรี่โดยที่ไม่มีการตำหนิติเตียน ส่งผลให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจว่าสถานที่ไหน หรือตรงไหนที่สามารถสูบได้หรือไม่ได้บ้าง ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นมา และเข้าใจต่อกัน
ขณะเดียวกันกลไกในการทำงานนั้น จะเน้นการสร้างความเข้าใจเพิ่มการร่วมแรงร่วมใจระหว่างกัน สร้างบทบาทของพระคิลานุปัฏฐากต้นแบบ ให้เป็นผู้นำ “กล้าคิด กล้าทำ กล้านำ กล้าเปลี่ยนแปลง” โดยจัดโครงการร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น นักนวัตกรรมทางสังคม สถาบันการศึกษา คณะสงฆ์ สปสช. ศูนย์อนามัย ดำเนินโครงการที่เรียกว่า “ว.ช.ร.” เลือกวัดต้นแบบในพื้นที่ 4 จังหวัด จังหวัดละ 3 แห่ง ซึ่งก็ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ทำให้ในขณะนี้มีวัดที่เข้าร่วมโครงการนี้ 36 แห่ง ประกอบกับโครงการ “รมย์มณี” ที่มีวัดเข้าร่วมโครงการมากกว่า 40 แห่ง ทำให้มีวัดที่เข้าร่วมกลไกควบคุมยาสูบมากกว่า 70 แห่งแล้ว
ผลการดำเนินงานคือทำให้เกิดพื้นที่ต้นแบบขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม มีการดำเนินกิจกรรมของภาคีเครือข่ายที่เป็นกิจลักษณะมากขึ้น ช่วยประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับได้กำชับไปยังพระอุปัชฌาย์ให้ตรวจสอบประวัติ และดูผู้ที่จะเข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ ว่ามีการสูบบุหรี่หรือไม่ เพราะบุหรี่เป็นสิ่งที่ส่งผลไปยังบุคคลรอบข้างและสังคมชุมชนรอบวัดอีกด้วย และที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการสวดมนต์ข้ามปี หรือโครงการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้วัดปลอดจากการพนันและเหล้า รวมถึงการทำงานร่วมกับประชาคมงดเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนให้มีนักวิชาการมาถอดบทเรียนให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างเช่นเมื่อครั้งจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ก็ได้รับความรู้และมาตรการให้ผู้ป่วยติดเชื้อที่เข้ารับบริการ งดสูบบุหรี่ขณะนี้กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลสนามอีกด้วย
“สิ่งที่ต้องการฝากคือ การสูบบุหรี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีงาม ดังนั้นจึงควรมองว่าสิ่งไหนที่ไม่ดีต่อร่างกายของเราและส่งผลต่อสังคม ควรจะงด หรือ ลด ละ เลิก ลงไป พร้อมกับช่วยชักชวนให้เกิดการเลิกบุหรี่กันมากขึ้นอีกด้วย”


