
โตเกียว (6 ก.ค. 2024) — รายงานการสำรวจจากโตเกียว โชโก รีเสิร์ช จำกัด (Tokyo Shoko Research) บริษัทวิจัยสินเชื่อของญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ (5 ก.ค.) ระบุว่า จำนวนบริษัทญี่ปุ่นที่ประกาศล้มละลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2014 โดยมีสาเหตุหลักจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการขาดแคลนแรงงาน
รายงานระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน จำนวนบริษัทที่ประกาศล้มละลายซึ่งมีหนี้สินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเยน (ราว 2.26 ล้านบาท) อยู่ที่ 4,931 แห่ง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนการจัดซื้อเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ทั้งนี้ บริษัทที่ล้มละลายจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีจำนวน 374 แห่ง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23.4 สะท้อนถึงผลกระทบที่รุนแรงจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้ รายงานคาดการณ์ว่า จำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจแตะ 10,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้
เมื่อพิจารณาจากขนาดธุรกิจ พบว่า แม้บริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจะยังคงเติบโต แต่ธุรกิจขนาดเล็กกลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยร้อยละ 88.4 ของบริษัทที่ล้มละลายเป็นธุรกิจที่มีพนักงานน้อยกว่า 10 คน ขณะที่เมื่อแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 8 ใน 10 อุตสาหกรรมมียอดบริษัทล้มละลายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคก่อสร้างและขนส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาเงินเฟ้อแล้ว การขาดแคลนแรงงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การล้มละลายเช่นกัน โดยบริษัทที่ล้มละลายจากปัญหานี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2013 ล่าสุด เฉพาะในเดือนมิถุนายน 2024 มีบริษัทล้มละลายถึง 820 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 จากปีก่อน นับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 แล้ว จากแรงกดดันของเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว