เปิดรายละเอียดเสียงข้างน้อย 3 กรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่เห็นด้วยกับมติชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ” คดีไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้านบาท พร้อมย้อนไทม์ไลน์ตั้งแต่ปี 2552-2569 และข้อสังเกตเหตุใดคดีจึงลากยาวใกล้ขาดอายุความ
คดีการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่าความเสียหาย 17,900 ล้านบาท กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รับฟ้องคดีหมายเลขดำ อท.75/2569 ที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง กับพวกรวม 3 ราย กรณีถูกกล่าวหาว่าไม่อุทธรณ์คดีภาษีสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีหุ้นของนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร
สาระสำคัญของคดีอยู่ที่ หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติว่า หากเป็นคดีทุนทรัพย์สูงและหน่วยงานรัฐแพ้คดี ต้องยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อน แล้วจึงเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะถอนอุทธรณ์หรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรัฐ แต่ฝ่ายกล่าวหาเห็นว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าว ทำให้รัฐเสียโอกาสเรียกเก็บภาษีจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม มติ ป.ป.ช. ในคดีนี้ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่ลงมติแบบเฉียดฉิว 4 ต่อ 3 โดยกรรมการเสียงข้างน้อย 3 ราย ได้แก่ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ เห็นว่า ยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอชี้ว่า นางสาวสุภา กระทำผิด
นายเพียรศักดิ์ ให้เหตุผลว่า หนังสือ ว44 แม้กำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ไว้ก่อนในคดีทุนทรัพย์สูง แต่ก็ยังเปิดช่องให้กระทรวงการคลังใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ โดยกรณีนี้ นางสาวสุภา ได้สั่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า หุ้นดังกล่าวเป็นของนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาจริงหรือไม่ หากไม่ใช่ โอกาสชนะคดีย่อมต่ำ อีกทั้งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มีคำพิพากษาในทำนองว่า บุคคลทั้งสองไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง จึงเห็นว่าการไม่อุทธรณ์อยู่ในดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่นายแมนรัตน์ และนายเอกวิทย์ เห็นสอดคล้องกันว่า บันทึกของนางสาวสุภาในปี 2554 เป็นเพียงคำสั่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ยังไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ แต่กลับเป็นฝ่ายกรมสรรพากร โดยเฉพาะนายสาธิต รังคศิริ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ที่สั่งแจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดว่าไม่อุทธรณ์ ทั้งที่กระทรวงการคลังยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยสุดท้าย จึงเห็นว่า หากจะมีปัญหาทางกฎหมาย ความรับผิดควรอยู่ที่ผู้สั่งการดังกล่าวมากกว่า
อีกด้านหนึ่ง แหล่งข่าวใน ป.ป.ช. ตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้เริ่มมีการร้องเรียนตั้งแต่ปี 2552 แต่กลับลากยาวจนเกือบขาดอายุความในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โดยช่วงแรกอยู่ในความรับผิดชอบของนายวิชา มหาคุณ ก่อนที่นางสาวสุภาจะเข้ามารับผิดชอบสำนวนต่อ ทั้งที่มีเสียงคัดค้านเรื่องความเหมาะสม เพราะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนตัวกรรมการเจ้าของสำนวน และเร่งลงมติช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า เหตุใดคดีที่มีมูลค่าความเสียหายระดับ 1.79 หมื่นล้านบาท จึงใช้เวลายาวนานกว่า 17 ปี กว่าจะเข้าสู่ชั้นฟ้องร้อง และระหว่างทางเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการไต่สวนขององค์กรอิสระแห่งนี้
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อครหาจากฝ่ายนางสาวสุภาเกี่ยวกับบุคคลในคณะอนุกรรมการไต่สวนบางราย ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีนามสกุลเดียวกับทนายความครอบครัวชินวัตร แต่แหล่งข่าว ป.ป.ช. ชี้แจงว่า แม้จะเป็นพี่น้องกันจริง แต่ต่างฝ่ายต่างประกอบวิชาชีพอิสระ และหากมีเจตนาช่วยเหลือครอบครัวชินวัตรจริง ก็ควรเสนอความเห็นไปในทางเป็นคุณกับนางสาวสุภา มากกว่าการสนับสนุนแนวทางชี้มูลความผิด
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องภาษี หากแต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล ว่าองค์กรอิสระสามารถทำคดีใหญ่ทางการเมืองและเศรษฐกิจได้อย่างโปร่งใส รวดเร็ว และปราศจากข้อกังขาได้มากน้อยเพียงใด