วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และ ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการความร่วมมือการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 250 คนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย-จีนและผู้บริหารสถานประกอบการจีน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าอาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โครงการความร่วมมือ
ด้านอาชีวศึกษาจีน-ไทย 210 สาขา ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษาและภาคอุตสาหกรรม การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นเวทีในการกำหนดทิศทางใหม่ของความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-จีน ในมิติของการพัฒนาศูนย์สมรรถนะกำลังคนแห่งอนาคตในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสใหม่ให้กับเยาวชนของสองประเทศ
สมเด็จธงชัย กล่าวว่าขอแสดงความยินดีที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาของสาธารณรัฐประชาชนจีน พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาของประเทศไทย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อตอบสนองการพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะสามารถทำงานในสถานประกอบการจีนในประเทศไทยได้ทันที
นอกจากนั้น ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจีน หรือ CLEC ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก่อตั้ง “สถาบันภาษาจีนและการศึกษาอบรมด้านเทคนิคและอาชีวะ” เป็นแห่งแรกของโลก เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงลึกระหว่างไทยและจีน ปัจจุบันนี้ไทยและจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ใหม่ของความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาที่ยั่งยืนและลึกซึ้งมากขึ้น โดยยึดมั่นในการบูรณาการการเรียนการสอนภาษาจีน+อาชีวศึกษา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน
ท่านทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่าฝ่ายจีนยินดีร่วมมือกับไทยในการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนในทุกระดับ พร้อมมุ่งเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและสาขาเกิดใหม่ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการผลิตขั้นสูง จีนและไทยต่างมีจุดแข็งทางอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกันและมีศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ที่สอดคล้องกันเป็นอย่างดี
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานศึกษาและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือเชิงลึกระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นที่มีคุณภาพ ทำให้การอาชีวศึกษากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือด้านการค้าและบริการและเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพระหว่างประเทศ สถานทูตจีนจะสนับสนุนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาไทย-จีนอย่างเต็มที่ต่อไปเพื่อให้สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น “จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เปล่งประกายพลังใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตของเยาวชนรุ่นใหม่







